ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา 

ทรัพย์สินทางปัญญา 
         ทรัพย์สินทางปัญญา ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้นหรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ เป็นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ อาจแสดงออกในรูปแบบของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือในรูปของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการ ,แนวคิด, กรรมวิธี เป็นต้น

 

สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร 
         สิทธิบัตร (Patent) เป็นการคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์   ที่มีลักษณะตามที่กำหนดในกฎหมาย   กฎกระทรวง
และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2522   ซึ่งหากต้องการขอรับความคุ้มครอง   จะต้องยื่นคำขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร พร้อมชำระค่าธรรมเนียม
การจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้ที่   ส่วนบริหารงานจดทะเบียน  สำนักสิทธิบัตรกรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุก
แห่ง

         สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง   หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้ เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น    หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตามที่
กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือ
การออกแบบ เพื่อให้ได้สิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันเช่น การประดิษฐ์ รถยนต์ ทีวีคอมพิวเตอร์
โทรศัพท์ หรือการออกแบบขวดบรรจุน้ำดื่ม ขวดบรรจุน้ำอัดลม หรือการออกแบบลวดลายบนจานข้าว ถ้วยกาแฟ ไม่ให้เหมือนของคนอื่นเป็นต้น

         สิทธิบัตร (Patent) คือ สิทธิพิเศษ ที่ให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์   มีสิทธิที่จะผลิตสินค้าจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวใน
ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

          สิทธิบัตร (Patent) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
          1. การประดิษฐ์ หมายถึง   การคิดค้นเกี่ยวกับ  กลไก โครงสร้าง ส่วนประกอบของสิ่งของเครื่องใช้   เช่น กลไกของกล้องถ่ายรูป กลไกของ
เครื่องยนต์ ยารักษาโรค เป็นต้น หรือการคิดค้นกรรมวิธีในการผลิตสิ่งของ เช่น วิธีการในการผลิตสินค้า   วิธีการในการเก็บรักษาพืชผักผลไม้ไม่ให้
เน่าเสียเร็วเกินไป เป็นต้น 
          2. การออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง การออกแบบรูปร่าง ลวดลาย หรือสีสัน ที่มองเห็นได้จากภายนอก เช่น การออกแบบแก้วน้ำให้มี
รูปร่างเหมือนรองเท้า เป็นต้น

          อนุสิทธิบัตร (Petty Patent)     เป็นการให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์คิดค้น เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์   แต่แตกต่างกันตรงที่การ
ประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตร เป็นการประดิษฐ์ที่มีเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย และมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น

เงื่อนไขในการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ /อนุสิทธิบัตร
         1. เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ คือ ยังไม่เคยมีจำหน่ายหรือขายมาก่อน   หรือยังไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ในเอกสารสิ่งพิมพ์ใดๆ
ในทีวีหรือวิทยุมาก่อน 
         2.มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น คือไม่เป็นสิ่งการประดิษฐ์ที่สามารถทำได้ง่ายโดยผู้มีความรู้ในระดับธรรมดาหรืออาจพูดได้ว่ามีการแก้ไขปัญหา
ทางเทคนิคของสิ่งประดิษฐ์ที่มีมาก่อน 
         3.สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรมได้

การประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ 
         1. เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ คือ ยังไม่เคยมีจำหน่ายหรือขายมาก่อน   หรือยังไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ในเอกสารสิ่งพิมพ์ใดๆ
ในทีวีหรือวิทยุมาก่อน 
         2.สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม และ พาณิชยกรรมได้

การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรไม่ได้ 
         1. จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช เช่น แบคทีเรียที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติ พืชสมุนไพร ยารักษาโรคที่สกัดจากสมุนไพร เป็นต้น 
         2.กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่น สูตรคูณ เป็นต้น 
         3.ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 
         4.วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์ หรือสัตว์ 
         5.การประดิษฐ์ ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี อนามัยหรือสวัสดิภาพของประชาชน เช่น การคิดสูตรยาบ้า เป็นต้น

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ 
         1. เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เคยมีหรือขายมาก่อน หรือยังไม่เคยเปิดเผยในเอกสารสิ่งพิมพ์
ใดๆ ในทีวี หรือในวิทยุมาก่อน และ 
         2. สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตทางอุตสาหกรรม หรือหัตถกรรมได้

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้
         แบบผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน

ลิขสิทธิ์
         ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ   เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ริเริ่มโดยการใช้สติ ปัญญาความรู้   ความสามารถ 
และความวิริยะอุตสาหะของตนเองในการสร้างสรรค์โดยไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่นโดยงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตามประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์
ให้คุ้มครอง 
โดยผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน

         กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองแก่งานสร้างสรรค์ 9 ประเภทตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่
1. งานวรรณกรรม  ( หนังสือ  จุลสาร  สิ่งพิมพ์  คำปราศรัย  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ )
2. งานนาฎกรรม  ( ท่ารำ  ท่าเต้น ฯลฯ ) 
3. งานศิลปกรรม  ( จิตรกรรม  ประติมากรรม  ภาพพิมพ์  ภาพถ่าย  ศิลปประยุกต์ ฯลฯ )
4. งานดนตรีกรรม ( ทำนอง  ทำนองและเนื้อร้อง ฯลฯ )
5. งานสิ่งบันทึกเสียง ( เทป  ซีดี ) 
6. งานโสตทัศนวัสดุ  ( วีซีดี  ดีวีดี  ที่มีภาพหรือมีทั้งภาพและเสียง )
7. งานภาพยนตร์ 
8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ 
9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลป

เครื่องหมายการค้า
         เครื่องหมายการค้า หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตามพระราช
บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
         1. เครื่องหมายการค้า (Trade Mark)   คือเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับ
สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น บรีส มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น 
         2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตก
ต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น 
         3. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ  เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า  และบริการ
ของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล (Halal) เป็นต้น 
         4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน  หรือโดย
สมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
         สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์   คือ ชื่อ หรือสัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่บอกแหล่งผลิตของสินค้า   โดยสามารถสื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ว่าสินค้านั้น
มีคุณภาพหรือคุณลักษณะพิเศษแตกต่างจากสินค้าที่ผลิตในแหล่งผลิตอื่น เช่น  มะขามหวานเพชรบูรณ์   ที่ประกอบด้วยคำว่า   มะขามหวาน ซึ่ง
บอกว่าสินค้าคืออะไร และคำว่าเพชรบูรณ์ ซึ่งบอกแหล่งผลิตมะขามหวานดังกล่าว  และยังสื่อให้คนทั่วไปเข้าใจว่ามะขามหวานดังกล่าวมีคุณภาพ
สูงมีรสชาติหวานและไม่แฉะ   อันเป็นคุณลักษณะเฉพาะของมะขามหวานเพชรบูรณ์   ซึ่งได้รับอิทธิพลจากดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะขาม 
และปริมาณน้ำฝนที่พอเหมาะพอดีในจังหวัดเพชรบูรณ์   ประกอบกับฝีมือการเพาะปลูกของเกษตรกรชาวเพชรบูรณ์  ซึ่งมีกรรมวิธีในการปลูกโดย
เฉพาะจึงทำให้มะขามที่ปลูกในจังหวัดเพชรบูรณ์มีความหวานมากกว่าท้องถิ่นอื่น ฉะนั้นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบ
หรือปัจจัยสำคัญสองประการ คือ   ธรรมชาติกับมนุษย์ในแหล่งหรือท้องที่นั้น   โดยธรรมชาตินั้นสร้างสิ่งแวดล้อมหรือวัตถุดิบให้แก่การผลิตสินค้า
ส่วนมนุษย์นั้นใช้ทักษะความชำนาญและภูมิปัญญาในการผลิตสินค้านั้น     ทั้งสองปัจจัยจึงได้ก่อให้เกิดสินค้าที่มีคุณภาพหรือคุณลักษณะพิเศษ
เฉพาะ ด้วยเหตุนี้สิทธิในสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จึงเป็นสิทธิชุมชนหรือสิทธิของกลุ่มคนที่อยู่ในท้องถิ่นที่ผลิตสินค้านั้น

แบบผังภูมิของวงจรรวม
         แบบผังภูมิของวงจรรวม คือแบบแผนผังหรือภาพที่ทำขึ้นไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใด หรือวิธีใดเพื่อให้เห็นถึงการจัดวางให้เป็นวงจรรวม
จากคำนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่าแบบของวงจรไฟฟ้าที่ได้ออกแบบขึ้นมาหรือที่เรียกว่า   Layout design   และตัวชุดหน้ากากหรือแผ่นบัง   mask
work ซึ่งเป็นตัวต้นแบบที่ใช้ในการสร้างให้เกิดแบบผังภูมิก็จัดว่าอยู่ในข่ายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ด้วยเช่นกัน 
          รูปแบบของการให้ความคุ้มครองแบบผังภูมิจะเหมือนกับการให้ความคุ้มครองทางด้านสิทธิบัตร กล่าวคือใช้ระบบจดทะเบียนคือตรวจสอบ
แต่เฉพาะความถูกต้องของเอกสาร และคุณสมบัติของผู้ขอรับความคุ้มครอง  ผู้ที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครองแบบผังภูมิจะต้องยื่นคำขอจดทะ-
เบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรืออาจจะยื่นขอที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดของแต่ละจังหวัดก็ได้

ความลับทางการค้า
         ความลับทางการค้า คือ  ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคล   ซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดัง
กล่าว   โดยเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ในทางการค้าเนื่องจากการเป็นความลับและเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ควบคุมความลับทางการ
ค้าได้ใช้วิธีการที่เหมาะสมรักษาไว้เป็นความลับ 
         ตามปกติแล้วความลับทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองอยู่ตราบเท่าที่ยังเป็นความลับอยู่ เพราะฉะนั้นสิทธิของเจ้าของความลับทางการค้า
จึงมีอยู่ตลอดไป   หากความลับทางการค้านั้นยังไม่มีการเปิดเผย  และความลับทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องมีการจดทะเบียน  แต่
อย่างใด เจ้าของความลับทางการค้าสามารถเลือกที่จะแจ้งข้อมูลความลับทางการค้า   คือเจ้าของความลับทางการค้าอาจนำความลับทางการค้า
ของตนมาเป็นหลักประกันในการ กู้ยืมเงินกับธนาคารได้

 

* ข้อมูลอ้างอิงจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา